Skip to content

บทความ

ประชาคมโลกและไทยกับเป้าหมาย Net-zero Emissions

สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยในปี ค.ศ. 2021 ประเทศที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในโลก คือ ประเทศจีน รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.90 และ 13.49 ตามลำดับ ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศทั่วโลก (ข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คำนวณจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและอุตสาหกรรม) ซึ่งทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเป้าหมายว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2060 และ 2050 ตามลำดับ  ในช่วงปี ค.ศ. 2001 – 2020 อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 0.99 องศาเซลเซียส (อยู่ในช่วง 0.84 – 1.10 องศาเซลเซียส) เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประเด็นเรื่องอุณหภูมิโลกถูกกล่าวถึงในการประชุม COP26 ในปีเดียวกันว่า “เป็นโอกาสสุดท้าย” ในการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำในเรื่องการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Emission) ให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2050 สำหรับการประชุม COP27 ในปี 2022 ที่ผ่านมา สาระสำคัญของการประชุมยังคงเน้นย้ำถึงการทำตามคำสัญญารัฐภาคีที่ให้ไว้เมื่อ COP26 ในเรื่องการระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศยากจนในการปรับตัวและเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเน้นย้ำเป้าหมายของข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศกลาสโกว์ (Glasgow Climate Pact) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน และเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความพยายามในทุกระดับเพื่อบรรลุเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส… Read More »ประชาคมโลกและไทยกับเป้าหมาย Net-zero Emissions

Carbon trade barrier และโอกาสเติบโตในสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1933 – 1935 ทำให้เกิดคำว่า New Deal ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในช่วงดังกล่าวให้กลับสู่สภาวะปกติ โดยได้มีการปฏิรูประบบการเงินการธนาคารของสหรัฐใหม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) New Deal จึงเป็นต้นแบบในการวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ซึ่งต่อมาได้มีแนวคิดที่พัฒนาต่อยอดในการแก้ไขวิกฤตด้านเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องเพิ่มเติมมิติการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดความอย่างยั่งยืนโดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม จึงนำมาสู่คำว่า Green New Deal หรือ Green Deal ที่หลายประเทศนำมาใช้ในการวางแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยหลายประเทศได้มีการประยุกต์ใช้แนวคิดการพลิกฟื้นและพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green recovery) ที่สร้างสมดุลระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมที่สมดุลกับการจำกัดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ที่มีการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสีย หรือประเทศมาเลเซียที่สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น โดยหากเป็นไปตามการคาดการณ์ มาตรการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางและเข้มข้นจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างชัดเจน การฟื้นฟูเศรษฐกิจตามแนวคิด Green recovery จึงน่าจะช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้เป็นไปตามเป้าหมายในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้ อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการต่อเนื่องในการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เริ่มมีการฟื้นตัวจากการลดลงของกิจกรรมในช่วงควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับสหภาพยุโรป ได้มีการประกาศแผนการปฏิรูปสีเขียว (European Green Deal) ในปี 2562 เป็นนโยบายการลดและต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหภาพยุโรปในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 คณะกรรมาธิการยุโรป… Read More »Carbon trade barrier และโอกาสเติบโตในสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร  (Carbon Footprint of Organization: CFO)

คาร์บอนฟุตพริ้นองค์กร (CFO) คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร โดยมีการกำหนดขอบเขตการประเมิน 3 ขอบเขต และมักจะคำนวนและแสดงในหน่วยของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

Carbon Neutrality VS Net-zero Emissions

ความแตกต่างระหว่าง Carbon Neutrality และ Net-zero Emissions  “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” และ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)” มีหลักการที่คล้ายคลึงกันและสามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ในระดับองค์กร ภูมิภาค ประเทศ ไปจนถึงระดับโลก ทั้งนี้ Carbon Neutrality จะมุ่งเน้นในการจัดการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้ปริมาณการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ ในขณะที่ Net-zero Emissions หมายรวมถึงเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs) ทุกชนิดให้มีปริมาณสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้แนวทางหลักที่จะนำไปสู่เป้าหมายเหล่านั้นก็มีความแตกต่างกัน โดยที่ Carbon Neutrality สามารถชดเชยคาร์บอนเครดิต (Carbon offsets) ด้วยการลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ในขณะที่ Net-zero Emissions จะใช้แนวทางการดูดกลับหรือดักจับ ด้วยเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) ที่เหมาะสมกับบริบทนั้น ๆ… Read More »Carbon Neutrality VS Net-zero Emissions