Skip to content

โครงการ PIES มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านความร่วมมือ และส่งเสริมการผลักดันต่อการจัดกาารผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจไทยผ่านหลักสูตรภายใต้  คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Management) ในภาคธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ ทั้งในระดับนโยบาย เทคโนโลยี และการปรับตัวของบุคลากร เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนในปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ได้ส่งเสริมกลไกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อยกระดับความสามารถในการจัดการโลกร้อนตามเป้าหมายของประเทศไทยบนเวทีโลก เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้เอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนผ่านโครงการ PIES (Platform of Innovative Engineering for Sustainability) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ร่วมกับการจัดการฝึกอบรม โครงการวิจัย  และกลไกการพัฒนา Green talent ผ่านหลักสูตร IES ที่ครอบคลุมการเสริมสร้างทักษะที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจและประเทศไทยบนรากฐานองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งหมดเหล่านี้มาจากการสร้างหลักสูตรเพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ต่อปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันคาร์บอน     เพื่อความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือขององค์กรเอกชนที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน  โดยมีเป้าหมายในการตอบโจทย์ทั้ง Climate Mitigation และ Climate Adaptation สำหรับธุรกิจยุคใหม่อย่างครบวงจร

จากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ส่งเสริมให้เกิดการผลักดันเชิงระบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในการจัดการกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามการจัดการกับปัญหาก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องทั้งในเชิงนโยบาย การดำเนินธุรกิจ เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของบุคลากรและสังคม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ คือ (1) การเตรียมความพร้อมขององค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action for Business) เพื่อให้องค์กรหรือหน่วยงานนั้น ๆ มีความเข้าใจต่อกระบวนการและการดำเนินการที่ต้องปรับปรุงผ่านมุมมองและแนวคิดเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ที่สามารถนำมาใช้ในการปรับตัวที่จะเกิดขึ้นคือ (2) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวหรือที่เรียกว่าการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Mitigation , Green Technology and Innovation) และเมื่อองค์กรเริ่มที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงจำเป็นต้องรู้ตนเองในเรื่องนี้คือ (3) การบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานและการปรับตัว (Climate Adaptation and Supply Chain Management) และเพื่อให้ครบองค์ประกอบของการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในด้านการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ นั่นคือ (4) การส่งเสริมพฤติกรรมและกิจกรรมลดคาร์บอนภายในองค์กรและสังคม (Daily Life Activity and Event Communication) ซึ่งการบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง 4 แขนงนี้จะก่อให้เกิดความรู้แบบองค์รวม หรือ Climate Change Management (CCM) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นกลไกหลักในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตที่ทุกภาคส่วนทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

องค์ความรู้ 4 ด้าน สู่การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การศึกษารายละเอียดของแต่ละด้านจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้เห็นถึงบทบาท ความสำคัญ และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจที่เป็นระบบ จึงสามารถขยายความขององค์ความรู้ทั้งหมดที่มีความสำคัญ เพื่อประกอบกันให้เป็น Climate Change Management ได้ดังต่อไปนี้

1. Climate Action for Business

หนึ่งในความท้าทายที่องค์กรทั่วโลกต้องเผชิญคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่คุณค่า การลงทุน และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การที่องค์กรไม่สามารถระบุหรือประเมินความเสี่ยงจาก Climate Risk ได้ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบ เช่น ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง ด้วยเหตุนี้การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการวางเป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutrality จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ การดำเนินการเริ่มต้นจากการประเมิน Carbon Footprint และวิเคราะห์สถานการณ์ตามกรอบแนวคิดของ TCFD องค์กรชั้นนำอย่าง SCG ตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และกำหนด Internal Carbon Price ที่ 50 USD/tCO₂ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร ขณะที่ Unilever ได้ประเมินความเสี่ยงของวัตถุดิบต่อ Climate Change และเปิดเผยข้อมูลความก้าวหน้าผ่าน TCFD ตั้งแต่ปี 2020 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน ทั้งความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และการลดต้นทุนความเสี่ยงทางธุรกิจ ดังนั้น การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินกลยุทธ์ Climate Action อย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่องค์กรในปัจจุบันและอนาคตต้องมี ซึ่งไม่เพียงแค่ลดความเสี่ยง แต่ยังช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกันในระดับโลก

2. Climate Mitigation , Green Technology and Innovation

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้หยุดอยู่ที่การตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ แต่ต้องลงมือปฏิบัติจริงผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว อุตสาหกรรมที่ต้องการลด Carbon Footprint จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริหารจัดการวัตถุดิบ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การรีไซเคิลวัตถุดิบ หรือการใช้ AI และ IoT เพื่อตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนแบบเรียลไทม์ Michelin ได้ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยการตั้งเป้าให้ผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมดเป็น 100% sustainable ภายในปี 2050 ส่วน PTTGC ได้ลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาทสร้างโรงงาน Bio-Circular-Green Polymer ที่ระยอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การศึกษาของ IEA (2023) ระบุว่าการนำ Green Technology มาใช้สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 40–60% ในอุตสาหกรรมหนัก ขณะที่ Bloomberg NEF ชี้ว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ทั่วโลกพุ่งสูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 ความสำคัญของการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดต้นทุนหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันขององค์กร สร้างนวัตกรรมใหม่ ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ และมีส่วนร่วมในความพยายามระดับโลกในการบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

3. Climate Adaptation and Supply Chain Management

ห่วงโซ่อุปทานนับเป็นจุดที่องค์กรหลายแห่งมองข้าม ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลของ McKinsey (2023) ระบุว่ากว่า 70% ของการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมมาจากห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งวัตถุดิบ การขนส่ง และต้นทุนการผลิต องค์กรจึงต้องเร่งสร้าง “Supply Chain Resilience” ผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ (Climate Vulnerability Mapping) การใช้ระบบ Supplier Sustainability Scorecard และลงทุนในระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ตัวอย่างเช่น Thai Union ใช้ Blockchain ตรวจสอบ Supply Chain การประมงทั่วโลก ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน Nestlé ได้นำ Data-driven Monitoring เพื่อวางแผนการจัดซื้อพืชผลล่วงหน้า ช่วยลดความสูญเสียและความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การศึกษาของ WBCSD (2024) ชี้ว่ากว่า 83% ขององค์กรในเอเชียยอมรับว่าเคยได้รับผลกระทบด้านการขนส่งวัตถุดิบจากภัยพิบัติธรรมชาติ การมีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ Supply Chain อย่างยั่งยืนและยืดหยุ่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาว ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ เสริมสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าทั่วโลก และตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นในตลาดสากล

4. Daily Life Activity and Event Communication

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแล้ว การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริม Low Carbon Lifestyle ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เพราะ “พฤติกรรมของบุคลากร” คือตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังที่สุด หลายองค์กรได้จัดกิจกรรม Green Event เพื่อลด Carbon Footprint เช่น IKEA ที่จัดกิจกรรมทั้งหมดโดยใช้เมนู Plant-based 100% ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือ Central Group ที่จัด Sustainable Lifestyle Festival ปีละ 2 ครั้ง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคสินค้า Eco จนสามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 20% ข้อมูลจาก LinkedIn Green Jobs Report (2023) ยังพบว่า 70% ของพนักงานรุ่นใหม่เลือกทำงานในองค์กรที่มี Climate Commitment ชัดเจน UNEP Green Event Guide ยังยืนยันว่าการจัด Green Event หนึ่งงานสามารถลดการปล่อยก๊าซได้เฉลี่ย 0.5–1.2 tCO₂ ดังนั้น องค์ความรู้ในการออกแบบกิจกรรมและการสื่อสารภายในองค์กรเกี่ยวกับการลดคาร์บอนจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกของบุคลากรในองค์กร ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในทุกระดับ และขยายผลสู่สังคมภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่องค์กรสามารถนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนได้จริงในทุกมิติของการดำเนินงาน

โดยสรุป

สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้เพื่อความยั่งยืนด้านคาร์บอน โดยจัดทำหลักสูตร upskill/reskill ด้าน Climate Change สำหรับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชนในการวิจัยและสร้างผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการลดคาร์บอน อีกทั้งเชื่อมโยงผลการวิจัยกับกลไกนโยบายและตลาดคาร์บอนของประเทศ CBiS ถือเป็น “สะพาน” เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน Climate กับภาคธุรกิจ โดยมี PIES เป็นระบบนิเวศที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งความเข้าใจทางวิชาการ การอบรม และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ภาคธุรกิจไทยก้าวสู่ความยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และ NDC ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เริ่มด้วยหลักสูตรอบรมสำหรับภาคธุรกิจ โดยในปัจจุบันสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน กำลังจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกันกับองค์ความรู้ทครอบคลุมอย่างครบวงจรด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แก่

หลักสูตรรายละเอียดเบื้องต้น
Climate Action for Businessการออกแบบแผนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน การดำเนินงาน หรือการกำหนดนโยบายในระดับองค์กรหรือภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
Sustainable Supply Chain Management and Beyondหลักสูตรที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมโยงแนวคิดความยั่งยืนกับกลยุทธ์องค์กร เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่รับผิดชอบ โปร่งใส ยืดหยุ่น และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ได้อย่างสมดุล
Carbon Footprint and Decarbonization (Mitigation)หลักสูตรที่เน้นการวัดและวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการออกแบบและดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) อย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนและ Net Zero ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
Carbon Neutral Eventหลักสูตรเพื่อสร้างความเข้าใจในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการจัดงานอีเว้น เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรไปพร้อมกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำได้

นอกจากนี้สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนยังมีการจัดอบรมหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมต่อกระแสโลกที่ไม่ได้เพียงมุ่งเป้าไปที่การจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมีเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งสถาบันได้จัดอบรมหลักสูตรร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายใต้ โครงการ Life Long Learning และ หลักสูตร IES หากองค์กรหรือบุคคลทั่วไปให้ความสนใจและเห็นความสำคัญต่อขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถติดตามรายละเอียดของหลักสูตรการอบรมและโปรแกรมพัฒนาศักยภาพด้าน Climate Change ที่ออกแบบโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ได้เร็วๆ นี้ ผ่านช่องทาง

Facebook : Carbon Institute for sustainability และ เว็บไซต์ :  https://cbis.institute/

คลิกเพื่อดูหลักสูตรของสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนได้ที่นี่


Spread the love
Copy link